KASIBSHOL CRUEL สยบรักมาเฟียร้าย

โดย: Peaches and cream



ตอนที่ 3 : Chapter 3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

CHAPTER 3




ปริ๊นซ์อุ้มฉันมาที่รถยนต์คันหรูของเขาก่อนที่เจ้าตัวจะขับพาฉันไปโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ๆ เราไม่พูดอะไรกันเลยตลอดเส้นทาง ฉันปล่อยให้ร่างสูงอุ้มฉันไปมาตามแต่ที่เขาต้องการ และเพียงไม่นานก็ถึงมือหมอ

น่าแปลก... ที่อะไรๆ ดูจะง่ายไปหมดสำหรับเขา

“ลึกน่าดูเลยนะครับเนี่ย” คุณหมอวัยกลางคนในชุดกาวน์สีขาวเอ่ยขณะที่สำรวจบาดแผลบริเวณฝ่ามือของฉัน เขาทำหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่เพียงครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับฉันที่รอฟังอาการอย่างใจจดใจจ่อ

“หมอว่าคงต้องเย็บแล้วล่ะเพราะมันลึกมากเลย” จบประโยคของคุณหมอ ฉันก็ถึงกับหน้าถอดสี... แค่ต้องฉีดยาฉันก็ไม่โอเคแล้ว แต่นี่ถึงกับต้องเย็บ การที่ต้องเอาเข็มร้อยด้ายทิ่มไปในเนื้อหนังมันฟังดูไม่น่าพิสมัยเลยสักนิด

“ไม่เย็บได้มั้ยคะคุณหมอ แค่ทำแผลอย่างเดียวก็พอ” ฉันเอ่ยแกมขอร้องเสียงสั่น แต่ดูเหมือนสวรรค์จะไม่มีความปราณีให้กับฉันเลยสักนิด เมื่อคนถูกถามส่ายหน้าเป็นคำตอบกลับมา

“ฉันไม่เย็บได้มั้ย” คราวนี้ฉันหันไปขอร้องคนข้างตัวที่ยืนดูอยู่เงียบๆ มาสักพัก ปริ๊นซ์ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปสบตากับคุณหมอแล้วกลับมามองหน้าฉัน เขาย่อตัวลงคุกเข่าเพื่อให้ใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกัน

“ให้คุณหมอเขาเย็บไปเถอะ เกิดเธอแขนเน่าขึ้นมาต้องตัดแขนทิ้ง... พิการเลยนะทีนี้” คนตัวโตเอ่ยอย่างเห็นเป็นเรื่องสนุก แต่ไม่ล่ะฉันไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับเขาเลยสักนิด เพียงแค่จินตนาการว่าตัวเองกำลังถูกคุณหมอเย็บแผลฉันก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมานิดๆ แล้ว

“แต่ฉัน... ” ฉันเอ่ยเสียงอ่อย ก่อนจะถูกคนตรงหน้าพูดขัดขึ้น

“กลัวเจ็บหรอ ไม่เจ็บหรอกหมอเขาฉีดยาชา” ปริ๊นซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มหู แม้จะทำให้ฉันใจชื้นขึ้นมาอีกนิดแต่ความกลัวที่มีอยู่ในใจก็ยังคงไม่สลายหายไป

มันอาจจะดูเว่อที่ฉันกลัวมากขนาดนี้ แต่ปกติแล้วฉันเป็นคนแข็งแรงมาก... ตั้งแต่เด็กๆ โรงพยาบาลก็แทบไม่เคยเข้า แม้จะเคยโดนฉีดวัคซีนมาบ้างแต่นั่นมันก็แค่เล็กน้อยและใช้เวลาเพียงไม่นาน

ทว่าคราวนี้... ต้องเย็บแผล

สำหรับฉันมันดูน่ากลัวมากจริงๆ เพียงแค่คิดก็รู้สึกว่าตัวเองขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกหน

“ฮึก... ” ฉันสะอื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะปล่อยให้น้ำใสๆไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างราวกับเขื่อนแตก ฉันไม่กล้ามองปริ๊นซ์ที่อยู่ตรงหน้าเลยสักนิด หมอนั่นคงคิดว่าฉันไร้สาระและดูปัญญาอ่อนแน่ๆ ที่มาร้องไห้กับอีเรื่องแค่นี้

“ไม่ต้องกลัวนะ... ฉันอยู่ข้างๆ ไม่เจ็บเลยสักนิดเชื่อฉันสิ” คนตรงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ฉันถึงกับแปลกใจ มันทั้งดูอบอุ่นและให้กำลังใจ แต่ว่านั่นก็ยังไม่สามารถเทียบเท่าได้กับการที่เขาคว้าตัวฉันเข้าไปกอดเอาไว้แนบอก จนฉันสามารถได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นดังเป็นจังหวะ

“หมอขอฉีดยาชาสักครู่นะครับ หลังจากนั้นรอให้ยาออกฤทธิ์แล้วหมอจะทำการเย็บแผลให้เลย” คุณหมอเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ร่างสูงผละตัวออกไปแล้ว ปริ๊นซ์ยืนขึ้นพลางพิงเก้าอี้ตัวที่ฉันนั่ง มือหนาคอยตบไหล่ฉันเบาๆอย่างให้กำลังใจ

แต่ทว่าเมื่อฉันเห็นเข็มฉีดยาแหลมๆ ในมือคุณหมอ มันก็แทบจะทำให้ฉันอยากลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหนีออกไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

“ถ้ากลัวก็ไม่ต้องมอง กอดฉันเอาไว้ก็พอ” ร่างสูงเอ่ยขึ้นพลางสบสายตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำใสของฉัน และฉันก็ไม่รีรอที่จะทำตามคำแนะนำนั้นทันที แม้ก่อนหน้านี้ฉันจะโกรธเขาอยู่ แต่ตอนนี้ปริ๊นซ์เปรียบดั่งหลักยึดสุดท้ายที่มีอยู่สำหรับฉัน

แขนเล็กๆ ของฉันโอบกอดเอวของคนตรงหน้าอย่างไม่มีข้อกังขา ความเจ็บจี๊ดบริเวณฝ่ามือทำให้ฉันรู้ว่าคุณหมอกำลังทิ่มเข็มแหลมคมลงมา ก่อนที่มันจะกลายเป็นความปวดเมื่อตัวยาที่อยู่ในหลอดเข็มยาชาถูกดันเข้าสู่ร่างกาย ฉันกระชับวงแขนแน่นเมื่อความทรมานเพิ่มขึ้น ก่อนจะฝังใบหน้าลงไปบนหน้าท้องของร่างสูงที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนสุขภาพดี

เพียงไม่นานฝ่ามือที่เคยรู้สึกเจ็บปวดจากพิษบาดแผลก็สลายหายไป ฉันรู้สึกราวกับว่าตั้งแต่ข้อมือของฉันลงไปมันไม่มีสิ่งใดอยู่ แม้จะไม่รู้สึกอะไร... แต่ยังไงฉันก็ยังไม่กล้าหันไปดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบาดแผลของฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาคนตัวโตตรงหน้าทั้งที่แขนอีกข้างยังกอดรัดเอวของเขาไว้แน่น

ปริ๊นซ์หันมายิ้มให้ฉันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเป็นเสียงกระซิบว่า ไม่เป็นไร  น่าแปลกที่ฉันกลับใจเต้นขึ้นมาในตอนนี้ ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่าปริ๊นซ์จะเป็นคนที่ฉันสามารถพึ่งพาได้มากถึงขนาดนี้ เพราะเขาดูเหมือนเด็กที่พร้อมจะเอาแต่ใจอยู่ตลอดเวลา

“อ๊ะ” ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าฝ่ามือถูกบางสิ่งบางอย่างทิ่มแทงเข้ามา มันไม่ได้เจ็บอย่างที่คิดแต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรเลยซะทีเดียว ฉันรู้สึกได้ว่ากำลังถูกเข็มเล็กแหลมทิ่มแทงไปตามเนื้อหนัง ขณะที่เส้นด้ายก็เคลื่อนตัวครูดผิวเนื้อไปตามรอยเข็ม

กว่าสิบนาทีที่คุณหมอเย็บแผลให้ฉันจนเสร็จ ฉันไม่กล้าหันไปดูฝ่ามือของตัวเองเลยสักนิดจนกระทั่งมันถูกปิดเอาไว้ด้วยผ้ากอซสีขาว หลังจากนั้นปริ๊นซ์ก็รบกวนคุณหมอให้ตรวจดูที่ขาของฉันซึ่งตอนนี้เริ่มมีอาการบวมขึ้นมาเล็กน้อย และก็เป็นไปตามคาด... ขาของฉันถูกพันเอาไว้ด้วยผ้ายืดสีชมพูจนมันดูเหมือนมัมมี่

“แล้วเราไม่ต้องจ่ายเงินหรอ” ฉันเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่เราสองคนอยู่บนรถกันเรียบร้อยแล้ว ตอนแรกฉันคิดว่าเขาจะพาไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลซะอีก แต่ที่ไหนได้พอรับยาจากคุณหมอเสร็จร่างสูงก็อุ้มฉันตรงดิ่งมาที่รถของเขาเลย

“มีคนจ่ายให้แล้ว” เจ้าของรถตอบก่อนจะสตาร์ทเครื่องแล้วขับออกไปด้วยท่าทีไม่เร่งรีบนัก ฉันจึงได้แต่นิ่งเงียบเพราะความสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปอีก

คนจ่ายที่ว่านี่... ใครหรอ

 

หลังจากที่ฉันกลับมาถึงบ้าน คุณแม่และคุณลุงปริณก็ถึงกับตกอกตกใจกันเป็นการใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเห็นสภาพของฉันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการที่พวกท่านได้เห็นปริ๊นซ์ที่หายหน้าหายตาไปจากบ้านเกือบสองอาทิตย์อีกด้วย คุณลุงปริณต่อว่าลูกชายเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วง แต่ท่านก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรมากนัก คงเพราะปริ๊นซ์น่าจะเคยทำเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็นั่นแหละ... ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะเลิกห่วงลูกได้ แม้จะรู้ว่าพวกเขาโตพอที่จะสามารถดูแลตัวเองได้แล้วก็ตาม

“ถ้าอย่างนั้นแม่ไม่ไปแล้วดีกว่า ควีนเจ็บอยู่แบบนี้แม่เป็นห่วง” คุณแม่ของฉันเอ่ยขึ้นพลางมองสำรวจร่างกายฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

พอดีวันนี้คุณแม่ของฉันกับคุณลุงปริณท่านมีนัดงานเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนน่ะ ตอนที่ฉันมาท่านก็กำลังแต่งตัวจะออกไปกันอยู่พอดี นี่ฉันไม่น่าทำให้พวกท่านต้องเป็นกังวลเลย

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณแม่... ควีนอยู่ได้ คุณแม่กับคุณลุงไปงานเลี้ยงเถอะค่ะ นานๆ จะได้เจอเพื่อนเก่าทีนะคะ อย่ามาหมดสนุกเพราะความซุ่มซ่ามของหนูเลยค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้นพลางสบสายตากับท่านทั้งสองอย่างจริงจัง

“เอางั้นหรอ แต่หนูควีนขาพลิกด้วยนี่... ไม่มีคนอยู่จะเดินเหินไม่สะดวกรึเปล่า” คุณลุงปริณเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วงพลางสำรวจขาข้างที่ถูกพันผ้าเอาไว้ของฉัน และเมื่อฉันอ้าปากจะค้านว่าตัวเองไม่เป็นไร... ปริ๊นซ์ที่เพิ่งเดินลงบันไดมาก็พูดขัดขึ้นเสียก่อน

“ไปเถอะครับ... เดี๋ยวผมดูแลพี่ควีนเอง” ร่างสูงว่าก่อนจะเดินเข้ามานั่งโซฟาตัวเดียวกับฉัน คุณแม่และคุณลุงมองหน้ากันเล็กน้อยเหมือนจะปรึกษาอะไรบางอย่างกันผ่านสายตา

“ถ้าอย่างนั้น... น้าฝากปริ๊นซ์ดูแลพี่เขาด้วยนะลูก มีอะไรรีบโทรบอกน้าทันทีเลยนะจ๊ะ” ในที่สุดคุณแม่ของฉันก็หันมาเอ่ยกับปริ๊นซ์ด้วยท่าทีที่ยังไม่คลายความเป็นกังวลนัก

“ไม่ต้องห่วงครับคุณน้า ไปปาร์ตี้กันให้สนุกเถอะ... เดี๋ยวทางนี้ผมดูแลให้เอง” ปริ๊นซ์ตกปากรับคำก่อนจะดุนดันแผ่นหลังของท่านทั้งสองให้เดินออกไป เพราะขืนปล่อยไว้ทั้งคุณแม่และคุณลุงปริณก็คงไปไม่ถึงงานเลี้ยงสักที

เมื่อฉันเห็นว่าพวกท่านออกไปกันแล้ว จึงคิดที่จะขึ้นไปอาบน้ำนอนพักบนห้องของตัวเองเสียหน่อย เพราะวันนี้รู้สึกเหนื่อยและเพลียกับร่างกายตัวเองมากเหลือเกิน แต่ทว่าฉันก็ลืมไป... ว่าขาเจ้ากรรมนั้นดันเจ็บอยู่ ถึงได้เผลอทิ้งน้ำหนักตัวจนต้องทรุดลงมานั่งบนโซฟาอีกรอบ

“โอ้ย!

“ควีน! เธอเป็นอะไร” ปริ๊นซ์ที่เดินกลับเข้ามาพอดีเอ่ยขึ้น พลางวิ่งเข้ามาดูอาการฉันอย่างตื่นตระหนก เจ้าของมือหนาสำรวจร่างกายฉันไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ามือที่ถูกพันด้วยผ้ากอซหรือข้อเท้าที่ถูกพันเป็นมัมมี่ เขาลุกลี้ลุกลนด้วยความเป็นห่วงจนฉันเองยังแอบรู้สึกผิด

“ปะ... เปล่า ฉันแค่อยากจะขึ้นไปพักบนห้อง” ฉันตอบเสียงอ่อย ก่อนที่คนถามจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทำไมพอฉันเห็นเขามีท่าทีแบบนี้แล้วในใจลึกๆ มันกลับมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกนะ

ไม่... ฉันจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด ท่องเอาไว้สิควีนว่าเราสองคน... เป็นได้แค่พี่น้องกันเท่านั้น!

“แล้วทำไมไม่รอฉัน เธอเดินขึ้นไปเองไม่ไหวหรอก” ร่างสูงบ่นใส่ฉันเล็กน้อย ก่อนจะใช้แขนแข็งแกร่งเข้ามาประครองตัวฉันเอาไว้ในอ้อมแขน

“ก็ฉันไม่อยากรบกวนนาย” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพลางก้มหน้างุดอย่างไม่อยากสบสายตากับคนตรงหน้า ตั้งแต่เมื่อตอนนั้นแล้วที่ฉันคิดว่าตัวเองรู้สึกผิดแปลกไปจากที่เป็นอยู่ มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่เป็นตัวของตัวเองเลย

“ทำไมเธอถึงชอบคิดอะไรให้มันเยอะแยะนักนะ” คนตัวโตบ่นพลางอุ้มฉันเดินขึ้นห้องนอนที่อยู่บนชั้นสอง ร่างสูงวางฉันลงบนเตียงเดี่ยวนุ่มนิ่มที่ถูกปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาด เขากวาดตามองไปรอบๆ ห้องนอนของฉันอีกสักพักก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ห้องเธอนี่หอมดีเนอะ” ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าตัวยังล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงของฉันอย่างสบายใจเฉิบอีกต่างหาก

“นี่... เสร็จแล้วก็ออกไปสิ ฉันจะอาบน้ำ” ฉันเอ่ยพลางเขย่าตัวปริ๊นซ์เบาๆ เมื่อเขาทำท่าเหมือนจะอยู่ยาวในห้อง คนถูกไล่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วมองหน้าฉันอย่างไม่สบอารมณ์

“พอหมดประโยชน์ก็ไล่เลยนะ ใจร้ายไม่เปลี่ยนเลยเธอ” คำพูดส่อแววน้อยใจออกจากปากของคนตรงหน้า แต่คิดหรอว่าฉันจะเห็นใจเขา แล้วไอ้ที่บอกใจร้ายไม่เปลี่ยนเนี่ย... มันเขาไม่ใช่หรอ

“ใช่... ฉันมันใจร้าย เพราะฉะนั้นนายก็ออกไปได้แล้ว ฉันจะได้อาบน้ำสักที” ฉันเอ่ยก่อนจะเลิกสนใจเขา พลางเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูที่แขวนเอาไว้อยู่ที่ราวบริเวณข้างเตียง และดูเหมือนว่าปริ๊นซ์จะเห็นว่าฉันทำอะไรลำบาก เจ้าตัวถึงได้ลุกขึ้นเดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนนั้นแล้วโยนให้ฉัน

“อ่ะนี่... แล้วอาบคนเดียวได้หรอ” คำถามของปริ๊นซ์ถึงกับทำให้ฉันต้องขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้นมอง น่าแปลกที่คนตรงหน้าไม่ได้แสดงอาการเจ้าชู้กรุ้มกริ่มอย่างที่ฉันคิด เขาเพียงแต่แสดงใบหน้าราบเรียบเหมือนว่าถามเพราะเขากำลังสงสัยจริงๆ

“ได้สิ” ฉันตอบก่อนจะนั่งนิ่งเพื่อรอให้คนตัวโตออกไปจากห้องนอนของฉันสักที แต่ดูเหมือนว่าปริ๊นซ์จะไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ฉันต้องการ เขาถึงได้แต่ยืนจ้องฉันอยู่อย่างนั้น

“ไหนถอดเสื้อให้ดูดิ๊” ปริ๊นซ์เอ่ยขึ้นหลังจากที่เราสองคนเงียบกันไปสักพัก

“อะไรนะ!” ฉันอุทานด้วยความตกใจพลางถลึงตาโตอย่างคาดโทษคนตรงหน้า นี่เขาพูดบ้าอะไรออกมา... อยู่ดีๆ เกิดคิดพิเรนทร์อะไรอีก

“ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันหมายความว่ามือเธอเจ็บ” ร่างสูงลากเสียงยาวพลางขมวดคิ้วเหมือนรำคาญที่ฉันคิดอะไรเพ้อเจ้อ เขาถอนหายใจพร้อมกับการส่ายหัวน้อยๆ จนฉันเห็นแล้วอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ ก็ใครจะไปรู้ล่ะ... ว่าเขาไม่ได้กำลังคิดอะไรลามก คนอย่างเขาน่ะไว้ใจได้ที่ไหน

“แต่อีกข้างก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่” ฉันแย้งอย่างมีเหตุผล จนคนฟังถึงกับทำหน้าระอาให้กับความดื้อด้านของฉัน ปริ๊นซ์พยักหน้าเล็กน้อยเหมือนกำลังทำความเข้าใจ แต่แล้วท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปในวินาทีถัดมา

“ก็ลองถอดดูก่อนสิ” คนเจ้าเล่ห์ก้มตัวลงให้ใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกัน แถมน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นยังชวนให้ฉันคิดไปถึงไหนต่อไหนอีก

ไอ้ท่าทีแบบนี้กับเสียงเซ็กซี่แบบนั้น... เขาจะอ่อยฉันรึไง

“ทำไมฉันจะต้องถอดให้นายดูด้วย” ฉันพูดขึ้นพลางเลื่อนใบหน้าออกห่าง ฉันไม่กล้าจ้องเขาตรงๆ เลยสักนิด กลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะเผลอรู้สึกแปลกๆ เพราะใบหน้าหล่อเหลานั่น

“คิดว่าฉันอยากจะเห็นมากนักรึไง ของคนอื่นน่าดูกว่าเธอตั้งเยอะ” เออ... ฉันขอกลับคำ หล่อแต่ปากหมาแบบนี้ฉันคงรู้สึกอะไรด้วยไม่ลงหรอก จบประโยคปริ๊นซ์ก็ยืดตัวขึ้นเต็มความสูงอีกครั้ง สายตาคู่คมที่จดจ้องมามันเริ่มจะทำให้ฉันกลับมาหงุดหงิดอีกครั้ง เมื่อไหร่จะออกไปจากห้องฉันสักทีนะ

“นะ... นี่ จะทำอะไร” ฉันเอ่ยขึ้นอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ปริ๊นซ์ก็เข้ามาช้อนร่างของฉันเอาไว้ในอ้อมแขนโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว ไอ้จะดิ้นให้หลุดก็กลัวว่าตัวเองจะเจ็บ ฉันจึงทำได้เพียงแค่สบตาเขาอย่างรอคำตอบเท่านั้น

“พาไปอาบน้ำ” ร่างสูงเอ่ยขึ้นพร้อมกับอุ้มฉันแล้วเดินจ้ำอ้าวไปที่ห้องน้ำอย่างไม่ลังเล อะไรนะ... นี่เขาพูดบ้าอะไร จะมาอาบน้ำให้ฉันเนี่ยนะ ด้วยความตกใจหรือว่าความกลัวฉันเองก็ไม่แน่ใจ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ทั้งแขนและขาของฉันกำลังดีดดิ้นอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะให้เขาปล่อยฉันให้เป็นอิสระ ฉันดิ้นทั้งที่ความจริงแล้วมันเจ็บระบมไปหมด

“ฉันอาบเองได้ นายไม่ต้อง... ”

“อย่าดื้อได้ป่ะ เดี๋ยวก็โยนทิ้งซะเลยนี่” ไม่ทันที่ฉันจะพูดจบประโยคปริ๊นซ์ก็ขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แถมยังทำท่าเหมือนจะโยนฉันลงพื้นจริงๆ ซะด้วย เพราะอย่างนั้นแขนทั้งสองข้างของฉันเลยเผลอคล้องคอของเขาแน่นอย่างลืมตัว

ไอ้หมอนี่... คิดจะโยนฉันทิ้งจริงๆ สินะ

[End of Queen’s part]

 

[Prince’s part]

“จะทำอะไรน่ะ” ควีนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจพลางใช้มือเล็กๆ ของเธอตะครุบมือผมไว้ กะอีแค่จะถอดเสื้อให้ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นวะ... นี่ยังดีนะที่เธอไม่ไหลตกอ่างไปน่ะ เพราะผมอุ้มเธอมาวางไว้ที่ขอบอ่างอาบน้ำ แถมยังบริการเปิดน้ำเทสบู่ใส่อ่างให้อีก ขนาดพ่อผมยังไม่เคยทำให้ขนาดนี้เลย

“ก็ถอดชุดให้ไง มือเจ็บจนโดนพันเป็นมัมมี่ขนาดนี้เธอทำได้หรือไง” ผมเอ่ยก่อนจะใช้สายตาโฟกัสไปที่มืออีกข้างของเธอซึ่งถูกพันเอาไว้ด้วยผ้ากอซสีขาว

“ฉันมีสองมือ นายไม่ต้องมายุ่งหรอกออกไปได้แล้ว” ควีนเอ่ยพลางปัดมือผมออกจากกระดุมเสื้อนักศึกษาของเธอ แล้วเขยิบตัวออกห่างจากผมเล็กน้อยเหมือนกำลังกลัว ก็เพราะเป็นอย่างนี้ไงเราถึงไม่เข้าใจกันสักที...เธอคิดมากเกินไป ส่วนผมมันเป็นพวกคิดน้อย ไอ้ที่จะถอดเสื้อผ้าให้ก็ไม่ได้หวังอยากเห็นอะไรทั้งนั้นแหละ คิดว่ามือเธอเจ็บก็คงจะทำลำบาก

“งั้นก็ลองถอดดูสิ” ผมเอ่ยอย่างท้าทายพลางลุกขึ้นยืนเท้าสะเอว คนตัวเล็กกัดริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยอย่างลังเล เธอมองหน้าผมด้วยสีหน้างอง้ำอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

ควีนเกลียดการถูกท้าทาย... ผมรู้ดี

“นายก็ออกไปสิ” เสียงหวานเอ่ยอย่างห้วนๆ แม้จะไม่น่าฟังนัก แต่ผมก็ยังรู้สึกอยากแกล้งคนตรงหน้าอยู่ดี และที่สำคัญผมรู้ว่าเธอไม่มีทางทำได้ ถึงได้รอถอดเสื้อให้อยู่นี่ไงล่ะ

“ไม่ออก ฉันอยากรอดูคนพิการถอดเสื้อไม่ได้” ผมพูดยั่วโมโหเพราะรู้สึกสนุกนักเมื่อคนตัวเล็กมีท่าทางหงุดหงิด บางทีผมก็คิดนะว่าตัวเองเป็นโรคจิตรึเปล่า

“นายมันโรคจิต” ใช่เลย... เธอด่าตรงเผง แต่มีหรือที่ผมจะรู้สึกอะไร ไม่อยากจะบอกว่าหน้าหล่อๆ ของผมถูกฉาบด้วยปูนตราช้างผสมปูนตราเสือแหละครับ ถึงได้ออกมาเรียบกริบและคงทนทุกสภาพอากาศแบบนี้

“ถอดดิ... เร็วๆ ไม่อย่างนั้นฉันจะถอดให้” ผมเร่งเร้าจนร่างบางพ่นลมหายออกมาอย่างหงุดหงิด เธอใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้มีบาดแผลแกะกระดุมเสื้อนักศึกษาของตัวเอง แต่มันไม่ง่ายอย่างที่เธอคิด เพราะรูปร่างของกระดุมบวกกับมือข้างที่ไม่ถนัดของเธอมันเลยทำให้ควีนแกะมันออกไม่ได้สักที

“อื้อ...” เธอครางอย่างหงุดหงิดพลางล้มเลิกความคิดที่จะแกะกระดุมเสื้อด้วยตัวเอง แม้จะเป็นแบบนี้แต่ร่างบางก็ไม่คิดจะขอความช่วยเหลือจากผมที่ยืนดูอยู่เงียบๆ เลยแม้แต่น้อย

“ไง อยากให้ช่วยมั้ย” ผมเอ่ยขึ้นพลางก้าวเข้าไปใกล้คนตัวเล็กที่นั่งทำหน้าง้ำหน้างอ ไม่อยากจะบอก... ว่าบางทีควีนก็มีนิสัยเหมือนเด็กซะยิ่งกว่าผมอีก

“ไม่ต้องมายุ่งเลย” เธอปฏิเสธเสียงห้วนพลางเสมองไปทีพื้นเหมือนกับว่ามันมีอะไรให้น่าสนใจนักหนางั้นแหละ ผมส่ายหัวให้กับความดื้อด้านของเธอก่อนจะย่อตัวลงเพื่อให้ใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกัน

“เลิกงอแงสักทีน่า เดี๋ยวฉันทำให้” ผมเอ่ยเสียงนุ่มจนคนฟังหันมาสบตา เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวไม่ได้ขัดขืนอะไรแล้วผมจึงเอื้อมมือไปปลดกระดุมเสื้อให้เธออย่างแผ่วเบา

“อย่ามองนะ หลับตาไปเลย” ควีนเอามือข้างที่ไม่ได้เจ็บมาปิดตาผม จนผมเองยังเผลอหลุดหัวเราะให้กับการกระทำแปลกๆ ของเธอ

“แล้วถ้าฉันจับอะไรพลาดขึ้นมา เธอจะโทษฉันไม่ได้นะ” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แต่คนตัวเล็กก็ยังไม่คิดจะเอามือของเธอออกจากเปลือกตาผมแต่อย่างใด ผมว่าเธอเป็นเอามากนะเนี่ย

“นะ.. นี่” เธอร้องขึ้นอีกหนเมื่อผมกำลังจะทำอะไรบางอย่าง ฝ่ามือเล็กๆ ของเธอกดทับที่เปลือกตาผมแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าผมจะเห็นบางสิ่งที่ไม่สมควร

ก็แค่จะถอดบราให้เท่านั้นเอง...

“เธอจะใส่ไอ้นี่อาบด้วยรึไง” ผมเอ่ยพลางใช้มือเขี่ยชิ้นผ้ารัดทรงทางด้านหลังของเธอ เธอเงียบไปเล็กน้อยเหมือนลังเล แถมกลิ่นกายหอมเย้ายวนที่อยู่ใกล้จมูกของผมมันก็ชวนให้อกสั่นขวัญแขวนซะเหลือเกิน คือผมแค่เอื้อมมือไปปลดตะขอบราให้ แต่เข้าใจมั้ยว่าใบหน้ามันใกล้กับเนินเนื้ออวบอิ่มของเธอเหลือเกิน เพราะผมอยู่ในท่าคุกเข่าลงตรงหน้า

“เสร็จแล้วก็ออกไปเลย” ควีนเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ผมจัดการให้เธอเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอยังไม่ปล่อยมือออกจากเปลือกตาผมเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้จะกลัวอะไรนักหนา... นึกว่าตาผมมีเลเซอร์หรือไง

“ไม่ออกอ่ะ เธอก็อาบไปสิ... ฉันไม่มองหรอก” ผมเอ่ยขณะที่หลับตาแล้วเดินออกไปให้ห่างจากจุดนั้น ก็เดี๋ยวเธออาบเสร็จผมก็ต้องเป็นคนอุ้มเธอออกมาอยู่ดี ขี้เกียจเดินไปเดินมาว่ะ

“ถ้าหันมานายตายแน่” เสียงแหลมเล็กดังขึ้นจากความห่างในระยะพอประมาณ ไม่ต้องบอกก็รู้... ผมไม่หาเรื่องใส่ตัวตอนนี้หรอก

อ่อยยังไงให้ได้เมีย... ผมรู้ดีว่าควรทำตัวยังไง

[End of Prince’s part]

 

[Queen’s part]

แสงสว่างที่ลอดผ่านผืนผ้าม่านเข้ามา มันทำให้ฉันถึงกับต้องปิดเปลือกตาลงอีกครั้งเมื่อรู้สึกตัวในช่วงสายของอีกวัน ครั้นพอหันไปมองดูเวลาที่นาฬิกาบนโต๊ะหัวเตียง ฉันก็ถึงกับต้องรีบผุดลุกขึ้นนั่งเมื่อเวลามันล่วงเลยมาเกือบจะค่อนวันเข้าไปแล้ว คนตัวใหญ่ที่นอนอยู่ข้างๆ กอดกระชับร่างของฉันให้ลงมานอนแผ่บนเตียงอีกครั้ง เมื่อเขายังไม่อยากที่จะออกจากนิทรารมณ์อันแสนสุข

ทั้งหมดนี้ก็คงจะต้องโทษว่าเป็นความผิดของฉัน เพราะเมื่อคืนฉันดันมีไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผล ปริ๊นซ์ก็เลยต้องคอยเฝ้าดูอาการของฉันทั้งคืนจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ยิ่งมองใบหน้าคร้ามคมที่หลับตาพริ้มก็ยิ่งชวนให้รู้สึกใจสั่นแปลกๆ ที่เขาทำดีกับฉันแบบนี้นั่นก็เหมือนกับที่พี่น้องทั่วๆ ไปเขาทำกันใช่มั้ย

“ปริ๊นซ์ สายแล้ว” ฉันเขย่าตัวเขาเบาๆ เพราะความจริงแล้วไม่ได้ตั้งใจจะปลุกคนตรงหน้าให้ตื่นขึ้นมาหรอก ฉันรู้ดีว่าเมื่อคืนนี้เขาแทบไม่ได้นอน เพียงแต่ว่าปัญหาตอนนี้ก็คือแขนแข็งแกร่งที่ยังคงกอดรัดเอวของฉันจนขยับไปไหนไม่ได้นั่นต่างหาก

“อืม...” คนตัวใหญ่ส่งเสียงครวญครางด้วยความง่วงงุน แม้เขาจะขยับตัวแต่นั่นกลับเป็นการพันธนาการร่างกายของฉันเอาไว้กับเขามากกว่าเดิม

“ปล่อยสิ ฉันต้องไปอาบน้ำ” ฉันตบแก้มของเขาเบาๆ เพื่อจะปลุกเขาอีกหน แต่ไม่เลย... ปริ๊นซ์ไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด นี่ตกลงว่าเขาหลับหรือซ้อมตายกันแน่

แก๊ก!

จู่ๆ ประตูห้องของฉันก็ถูกใครบางคนเปิดพรวดเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว คนที่กล้าทำแบบนี้และน่าจะอยู่บ้านในเวลาแบบนี้ก็คงจะมีแต่คุณแม่ของฉันเท่านั้นแหละ เพราะอย่างนั้นฉันถึงได้ผลักคนตัวโตออกไปอย่างแรงโดยที่ไม่สนแล้วว่าจะทำให้เขาตื่นขึ้นมาหรือไม่ เกิดคุณแม่เข้ามาเห็นพวกเราสองคนในสภาพนี้ล่ะก็มีหวังได้งานเข้าแน่ๆ

“อ้าว มาอยู่นี่เอง... แม่ก็นึกว่าน้องหายไปไหน” คุณแม่เอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาแล้วเห็นคนตัวโตนอนซ้อมตายอยู่บนเตียงของฉัน ถึงแม้จะไม่ได้นอนกอดกันแบบเมื่อครู่ก็เหอะ แต่พี่น้องชายหญิงมานอนเตียงเดียวกันแบบนี้ยังไงมันก็ดูแปลกพิลึกอยู่ดีนะฉันว่า

“พอดีเมื่อคืนหนูไข้ขึ้นน่ะค่ะ ปริ๊นซ์ก็เลยมาเฝ้า” ฉันรีบเกริ่นก่อนที่อะไรๆ มันจะดูแย่ลงไปกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่าคุณแม่จะไม่ได้ติดใจอะไรนัก ถึงได้หัวเราะน้อยๆ พลางส่ายหัวขณะที่มองดูลูกชายคนเล็กนอนหลับอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ไม่น่าล่ะ คงไม่ได้นอนทั้งคืนถึงได้สลบเหมือดแบบนั้น รีบอาบน้ำเร็วลูกแม่ทำข้าวเที่ยงเอาไว้ให้แล้ว” ท้ายประโยคคุณแม่หันมาเอ่ยกับฉันพลางส่งยิ้มอบอุ่นให้เหมือนทุกวัน และเมื่อท่านทำท่าจะเดินออกจากห้องไปฉันถึงได้เรียกท่านเอาไว้อีกหน

“เอ่อ... แม่คะ ช่วยหนูอาบน้ำหน่อยสิคะ หนูอาบเองไม่ค่อยถนัด” ฉันเอ่ยขอร้อง และก็แน่นอนว่าคุณแม่ที่แสนดีของฉันก็ไม่ตอบปฏิเสธ

“ได้สิลูก อ้าว... แล้วเมื่อวานหนูอาบยังไงล่ะ” คำถามที่ดูเหมือนจะธรรมดาออกจากปากคุณแม่ของฉันด้วยความสงสัย และมันจะไม่เป็นอะไรเลยสักนิดถ้าตัวฉันเองไม่ได้รู้สึกเหมือนมีชนักติดหลัง เพราะไม่ว่าจะยังไงต่อให้ฉันลองคิดในมุมไหน... การที่ปริ๊นซ์มาอาบน้ำให้ฉันมันก็ดูไม่สมควรอยู่ดี

“นะ หนูก็... อาบเท่าที่อาบได้แหละคะ” ฉันโกหกคุณแม่ออกไปแม้จะไม่ชอบทำเลยก็ตาม แต่เมื่อเทียบกันแล้ว... ถ้าคุณแม่รู้ความจริงท่านคงต้องผิดหวังในตัวฉันมากแน่ๆ พูดออกไปแบบนี้คงเป็นทางออกที่ดีที่สุด คุณแม่ของฉันรับฟังพลางพยักหน้ารับรู้เล็กน้อย ก่อนที่ท่านจะเอามือแตะที่ข้อเท้าของฉันซึ่งถูกพันเอาไว้ด้วยผ้ายืดสีชมพู ไม่อยากจะบอกว่ามันดูเทอะทะสุดๆ จากฝีมือการพันผ้าที่ไม่คล่องนักของปริ๊นซ์

“แล้วขาดีขึ้นรึยัง เดินไหวมั้ย” คุณแม่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงพลางช่วยพยุงตัวฉันขึ้น ฉันทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดไปที่ขาข้างซ้ายซึ่งไม่ได้มีอาการพลิก ก่อนจะค่อยๆ ลองก้าวเดินอย่างช้าๆ โดยที่มีคุณแม่คอยช่วยประคอง โชคยังดีที่มันดีขึ้นกว่าเมื่อวานมาก ไม่อย่างนั้นฉันคงได้แต่นั่งเป็นง่อยอยู่เฉยๆ ทั้งวันแน่

“ก็ พอได้นะคะ” ฉันตอบก่อนที่เราสองคนจะประคองกันเข้าห้องน้ำไป

หลังจากที่ฉันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ก็เห็นว่าปริ๊นซ์ลงมานั่งรอทานข้าวที่โต๊ะอาหารอยู่ก่อนแล้ว แถมเขายังอยู่ในชุดเครื่องแบบนักศึกษาอีกต่างหาก

นี่วิ่งผ่านน้ำมารึเปล่า... อาบที่หลังแต่เสร็จก่อนฉันเนี่ย

“ขาดีขึ้นแล้วนี่” เขาเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นฉันก้าวลงบันไดมาโดยที่มีคุณแม่คอยช่วยพยุง

“น้าต้องขอบใจปริ๊นซ์มากเลยนะลูก ที่คอยดูแลพี่เขาเมื่อคืนนี้ พอดีเมื่อคืนกว่าน้ากับพ่อหนูจะกลับมาถึงก็ดึกดื่นแล้ว มากันปุ๊บก็อาบน้ำนอนเลย... เหนื่อยเหลือเกิน แก่แล้วก็อย่างนี้แหละ” คุณแม่ของฉันเอ่ยไปเรื่อยขณะที่ตักข้าวใส่จานให้เราสองคน ไม่รู้ทำไมพอฉันคิดถึงเรื่องเมื่อคืนจู่ๆ ถึงได้รู้สึกเห่อร้อนที่ใบหน้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เราเป็นพี่น้องกันมันก็ต้องดูแลกันอยู่แล้ว” ปริ๊นซ์พูดขึ้นก่อนจะตักข้าวเข้าปากเหมือนว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ฉันจึงได้นั่งทานข้าวของตัวเองไปอย่างเงียบๆ เขาพูดถูกทุกอย่าง... แต่ทำไมนะฉันถึงรู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลย

“แล้วนี่จะไปเรียนรอบบ่ายใช่มั้ยลูก วันนี้พี่เขาคงไปด้วยไม่ได้ต้องรอให้หายดีกว่านี้อีกหน่อย ถ้ายังไงน้าฝากลาอาจารย์ให้พี่เขาหน่อยนะจ๊ะ” คุณแม่ของฉันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอีกหน ปริ๊นซ์พยักหน้ารับเล็กน้อยแต่เมื่อเขาอ้าปากจะรับคำฉันก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ อยู่มหาลัยแล้วหนูว่าคงไม่ต้องลาอาจารย์แล้วล่ะ” ฉันหันไปเอ่ยกับท่านโดยที่ไม่หันไปมองคนตัวโตสักนิด

ฉันไม่ได้คิดจะขัดอะไรหรอกนะ... แต่มันเรื่องจริงนี่

ทันใดนั้น... เสียงโทรศัพท์มือถือของปริ๊นซ์ก็ดังขึ้น เจ้าตัวอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะล้วงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดรับ แค่มีคนโทรเข้า... ทำไมจะต้องดูมีความสุขขนาดนั้นด้วยนะ

“ฮัลโหลครับ... รอแปบนึงนะฟ้าเดี๋ยวเราจะรีบไป บอกอาจารย์ด้วยว่าอย่าเพิ่งเข้าคลาส” ปริ๊นซ์เอ่ยก่อนจะขำให้กับมุขตลกของตัวเอง หลังจากนั้นเขาก็คุยอะไรกับคนที่ชื่อ ฟ้า อีกสักพัก ฉันจึงได้แต่นั่งกินข้าวอยู่เงียบๆ คุยโทรศัพท์บนโต๊ะอาหาร... เสียมารยาทชะมัด

“งั้นผมไปก่อนนะครับคุณน้า... จะไม่ทันแล้ว ไปก่อนนะ” ท้ายประโยคปริ๊นซ์หันมาเอ่ยกับฉัน ฉันจึงได้แต่พยักหน้าส่งๆ ไปอย่างนั้น ให้ตายสิ... วันนี้ฉันเป็นอะไรกันถึงได้รู้สึกหงุดหงิดขนาดนี้ สงสัยเป็นเพราะยังไม่หายไข้แน่ๆ เลยใช่มั้ย

“เอ้าควีน... อิ่มแล้วหรอลูกเห็นนั่งเขี่ยข้าวอยู่นั่นแหละ” คุณแม่ของฉันเอ่ยถามขึ้น ฉันจึงวางช้อนส้อมลงอย่างช่วยไม่ได้

“ควีนอิ่มแล้วล่ะค่ะ รู้สึกทานไม่ค่อยลง”

 

วันต่อมา

“ไปไหวแล้วหรอลูก” น้ำเสียงแสดงความเป็นห่วงของคุณแม่ดังขึ้นทันทีที่ฉันเดินลงบันไดมา วันนี้ฉันมีเรียนเช้าน่ะ... ก็เลยมีโอกาสได้ทานอาหารเช้ากับคุณลุงปริณสักที

“อ้าว หนูควีนมาๆ ลุงจะได้ไปส่งที่มหาลัย” คุณลุงปริณเอ่ยพลางกวักมือเรียกให้ฉันเข้าไปร่วมวงทานอาหารกับท่านด้วย แต่ทว่าเมื่อฉันกำลังอ้าปากที่จะตอบรับ เสียงนุ่มทุ้มจากคนข้างหลังที่เพิ่งลงบันไดตามมาก็เอ่ยขึ้นซะก่อน

“ไม่ต้องหรอกครับพ่อ วันนี้ผมมีเรียนเช้าเหมือนกัน... เดี๋ยวผมไปส่งเอง” จบประโยคคนตัวโตก็ดุนดันหลังฉันให้เดินไปนั่งที่โต๊ะทานข้าว เพราะตอนนี้ก็ใกล้เวลาเข้าคลาสมากแล้ว

“เอางั้นก็ได้... แต่แกน่ะขับรถให้มันช้าๆ หน่อยนะ เวลาพาพี่เขาไปด้วยน่ะ” คุณลุงปริณเอ่ยกับลูกชายตัวดี ไม่อยากจะบอกว่าฉันเห็นด้วยกับเรื่องนี้สุดๆ ปริ๊นซ์น่ะขับรถฉวัดเฉวียนน่ากลัวอย่างที่คุณลุงท่านบอกจริงๆ ฉันนั่งรถเขาทีไรรู้สึกเหมือนหัวใจจะวายทุกที

“รู้แล้วล่ะครับ” ปริ๊นซ์ตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนที่เสียงโทรศัพท์ของเขาจะดังขึ้น เจ้าตัวอมยิ้มเล็กน้อยพลางล้วงมือหยิบโทรศัพท์เครื่องสีดำของตัวเองออกมา... ก็ไม่รู้จะมีความสุขอะไรนักหนา เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด ฉันนึกก่อนจะตักข้าวเปล่าใส่ปากตัวเองอย่างลืมตัว เออดี... กินแต่ข้าวนี่แหละจะได้ลดแคลอรี่

“โหล... กำลังจะไป รอแปบนึงนะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นกับคนทางปลายสายฉันจึงแอบเหล่ตามองเขาเล็กน้อย ปกติแล้วฉันไม่ใช่คนเสียมารยาทที่ชอบแอบฟังคนอื่นเขาคุยโทรศัพท์กันหรอกนะ คนผิดมันคือหมอนี่ต่างหาก... มาคุยให้ฉันได้ยินเองทำไม


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha


{เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}|